Anh co ban tay

Anh co ban tay

บ้านศิริวัฒนธรรม สถานที่ดูแลผู้ป่วยชรากว่า 50 ชีวิต ที่ยังคงต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราทุกคน. คงจะพอคุ้นหูคุ้นตากันบ้างสำหรับ 2สามีภรรยา ในภาพนี้ เพราะพวกเขาเคยออกรายการโทรทัศน์ต่างๆ มาบ้างแล้วในนามของ “บ้านศิริวัฒนธรรม” บ้านที่รับอุปการะคนชราในย่านดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ทราบถึงที่มาที่ไปของบ้านหลังนี้และประวัติของพวกเขา จึงขออาสานำข้อมูลมาบอกบุญอีกครั้ง

สองผัวเมียใจดีเมืองราชบุรีรับอุปการะคนชราไร้ญาติมาดูแล เกือบ 20 ชีวิต ทำมานานถึง 20 ปีแล้ว ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มี 2 ผัวเมียผู้ใจบุญนำคนป่วยและชราภาพที่ไม่มีญาติมาดูแลตามโรงพยาบาลนำมาดูแลเองที่บ้านศิริวัฒนธรรม เลขที่ 66 หมู่ 6 ต.ดอนกรวย อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี เกือบ 20 คน ทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ขณะนี้กำลังขาดแคลนอุปกรณ์หลายอย่าง ในการดูแล และวอนผู้ใจบุญช่วยเหลือด่วน

บ้านดังกล่าว เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูง มีเตียงนอนเรียงรายเกือบ 20 เตียง แต่ละเตียงจะมีคนชรานอนอยู่เต็มทุกเตียง นอกจากนี้ยังได้พบกับนางสาวนารี นีสันเทียะ และนายกล้า ศิริวัฒนธรรม2ผัวเมียที่เป็นเจ้าของบ้านหลังดังกล่าว กำลังทำการดูแลและพยาบาลคนชราที่นอนอยู่บนเตียงนอน

Anh co ban tay

นายกล้า ได้เล่าให้ฟังถึงความเป็นที่นำคนชราและคนป่วยมาดูแลว่า ในอดีตนั้น น.ส.นารี ซึ่งเป็นภรรยามีอาชีพรับจ้างดูแลคนป่วยที่โรงพยาบาลดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก โดยคิดค่าเฝ้าดูแลวันละ 300 บาท ทำมาเป็นเวลา 4 ปี ส่วนนายกล้าประกอบอาชีพทำไก่สดส่งขายตามตลาด

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ภรรยาไปดูแลแต่ละรายส่วนใหญ่เป็นคนชรา บางคนเป็นแผลเรื้อรัง และเมื่อดูแลไปนานวันญาติผู้ป่วยก็หายไปและไม่มาเยี่ยมผู้ป่วยเลย เมื่อไม่ได้รับค่าจ้างและคนป่วยเองก็ไม่มีใครดูแลด้วยความสงสารจึงได้มาปรึกษาว่าจะนำมาดูแลเองที่บ้าน โดยได้ประสานกับทางโรงพยาบาลดำเนินสะดวก เนื่องจากเกรงว่าจะมีญาติมาติดต่อก็จะได้ติดตามไปรับผู้ป่วยได้ที่บ้าน

นอกจากนี้ยังเป็นการลดภาระของโรงพยาบาลด้วย เริ่มแรกก็ลงทุนซื้อเตียงนอนให้เพียงแค่ไม่กี่คนต่อมามีคนทราบข่าวว่า มีสถานที่รับดูแลผู้ป่วยที่เป็นคนชรา จึงมีคนนำมาให้ดูแลเพิ่มอีกบางรายที่นำมาให้ช่วยดูแล เมื่อมีอาการดีขึ้นก็จะมารับกลับไป ซึ่งจะหมุนเวียนมาอย่างนี้ แต่ก็จะมีบางรายที่ในช่วงแรกๆญาติก็จะมาเยี่ยมเยียนและส่งข้าวของและเงินทองให้บ้างต่อมาก็หายเงียบไป

Anh co ban tay

นายกล้า กล่าวอีกว่า แม้ว่าจะมีผู้เสียชีวิตไปบ้างแล้วแต่ก็ไม่มีญาติมาติดต่อ จนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ทำหน้าที่ดูแลบุคคลเหล่านี้มา ทำให้ต้องเลิกอาชีพทำไก่สดส่งขายและมาช่วยภรรยาดูแลคนชราเหล่านี้ โดยทุกวันนี้มีสมาชิกที่เป็นคนชราเพิ่มเกือบ 20 คนแล้ว แม้ว่าจะมีญาติของบุคคลเหล่านี้ที่คอยส่งเสียให้บ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่เพียงพอต่อค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ในการทำแผลเนื่องจากหลายคนช่วยเหลือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ต้องนอนซมอยู่บนเตียงทำให้เกิดแผลกดทับ จึงต้องคอยทำความสะอาดแผลให้ตลอดเพื่อไม่ให้ลามไปที่อื่น

“ทุกวันนี้เงินทองที่สะสมเอาไว้ก็หมดลงเพราะต้องใช้จ่ายดูแลคนชราจนหมด จะกลับไปทำอาชีพเดิมก็ไม่ได้ เพราะเราทิ้งเขาไม่ได้ เราต้องดูแลอย่างไกล้ชิดและสังเกตอาการเกือบทุกชั่วโมง ต้องวัดความดัน ต้องให้อาหาร น้ำดื่ม ดูเลทำความสะอาดเมื่อผู้ป่วยขับถ่าย หรือเมื่อมีอาการผิดปกติต้องเรียกหมอที่อนามัยใกล้บ้านมาดูแล หากบางรายอาการไม่ดีต้องรีบส่งโรงพยาบาล” นายกล้ากล่าว

อย่างไรก็ตามสิ่งที่นายกล้าและภรรยาทำไปนั้นไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไรกับญาติผู้ป่วยที่นำมาให้ดูแล แต่เป็นการช่วยเหลือสังคมในการดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาสและไม่มีญาติดูแลซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนชราที่ลูกหลานไม่สนใจปล่อยทิ้งดดยไม่ได้คำนึงความรู้สึกของคนเหล่านี้ อีกทั้งช่วยเหลือผู้ป่วยที่เจ็บป่วยระยะสุดท้ายของชีวิตที่มีความทุกข์ทั้งกายและใจ เพื่อให้ผู้ป่วยที่ชรามีความรู้สึกมั่นใจ อบอุ่นใจว่าไม่ถูกสังคมไทยทอดทิ้งและอยากเป็นคนต้นแบบ ที่มีแบบอย่างให้สังคมรับทราบและปฏิบัติตาม

Anh co ban tay

โดยเน้นชีวิตที่มีคุณค่า แต่เนื่องจากปัจจุบันหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล หรือ อบต.ได้ติดต่อที่จะนำคนชรามาให้ดูแลมากยิ่งขึ้น ส่วนทุนทรัพย์ที่ได้จากการบริจาคจากหน่วยงานต่างๆ ก็ยังไม่พอเพียงกับค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับการดูแลคนชราที่ป่วยเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตให้ดีมีคุณภาพ ถึงแม้จะเหนื่อยยากลำบากเพียงใด ตนและครอบครอบครัวขออุทิศตนทำงานนี้เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมต่อไป

และล่าสุด เฟซบุ๊กจารุณี สินวาด ก็ได้มีการอัพเดทข้อมูลเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมาดังนี้ บ้านศิริวัฒนธรรม เป็นบ้าน 2 สามีภรรยา พี่ผู้หญิงเสื้อเขียวเป็นพยาบาลเก่า เปิดเป็นบ้านรับเลี้ยงและดูแลคนชรามาเป็นเวลากว่า 20 ปี คนชราบางคนญาติทิ้ง พ่อกับแม่พี่เขาเสียไป พี่เขาเลยรับมาดูแล ตอนนี้มี 33คน มีเดินได้ แต่ไม่แข็งแรง แค่คนเดียว ที่เหลือ เดินไม่ได้ ตามภาพ มานี่ก็แจกขนม ตากับยาย

บางคนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็ช่วยกันป้อนให้ ทั้งหมดคือ ลูกหลานทิ้ง เมียทิ้ง และมีที่เสียชีวิตไปแล้ว 76 คน อยากฝากแชร์บอกบุญกับทุกๆท่านถ้ามีโอกาสร่วมทำบุญได้ค่ะ อย่างไรก็ดี ใครที่สนใจสามารถร่วมทำบุญได้ตามแต่สะดวก เพราะถึงแม้บ้านพักดังกล่าวจะออกสื่อไปบ้างแล้ว ก็ยังต้องการความช่วยเหลือเป็นระยะ เพราะยังมีคนชราอีกมากที่ต้องกินต้องใช้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย